วันศุกร์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

น.ส. กิตติภรณ์ เอี่ยมดุษฏีบัณฑิต เลขที่ 20 ม.4/12


1. กฎหมาย คือ
           กฎหมาย      คือข้อบังคับ   กติกาของรัฐหรือของชาติ กำหนดขึ้นมาเพื่อใช้บังคับ  ควบคุม
ความประพฤติของบุคคลในสังคม ให้ปฏิบัติตาม   หากมีการฝ่าฝืน ไม่ปฏิบัติตามจะมีความผิดและได้รับโทษตามที่กำหนดไว้

2.ลักษณะสำคัญของกฎหมาย
      1.  กฎหมายต้องมาจากรัฐาธิปัตย์
                  รัฐาธิปัตย์ หมายถึงผู้มีอำนาจสูงสุดของรัฐ    เช่น  ผู้นำสูงสุด  หรือหัวหน้าคณะปฎิวัติในระบอบการปกครองแบบเผด็จการ   พระมหากษัตริย์ในระบอบการปกครองสมบูรณาญาสิทธิราช        ส่วนในระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยพระมหากษัตริย์ตรากฎหมายโดยความยินยอมจากฝ่ายนิติบัญญัติ คือรัฐสภา

     2.  กฎหมายเป็นข้อบังคับใช้ได้ทั่วไป
                 กฎหมายที่ถูกบัญญัตินำมาประกาศใช้แล้ว จะต้องใช้ได้ทุกสถานที่ภายในรัฐ และใช้บังคับบุคคลทั่วไปโดยเสมอภาค  หากมีการยกเว้นแก่บุคคลใดกฎหมายจะระบุไว้

      3. กฎหมายเป็นข้อบังคับใช้ได้เสมอไป
                      กฎหมายที่ถูกบัญญัตินำมาประกาศใช้แล้ว  ต้องมีผลการบังคับใช้ได้ตลอดไป ยาวนานกี่ปีก็มีผลบังคับใช้ จนกว่าจะมีการประกาศยกเลิก

3. กฎหมายมีความสำคัญหรือมีประโยชน์อย่างไร?

      1. กฎหมายสร้างความเป็นระเบียบและความสงบเรียบร้อยให้กับสังคมและประเทศชาติ  เมื่ออยู่รวมกันเป็นสังคมทุกคนจำเป็นต้องมีบรรทัดฐาน ซึ่งเป็นแนวทางปฏิบัติยึดถือเพื่อความสงบเรียบร้อย ความเป็นปึกแผ่นของกลุ่ม

      2. กฎหมายเกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตของมนุษย์ พลเมืองไทยทุกคนต้องปฏิบัติตนตามข้อบังคับของกฎหมาย ถ้าใครฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามต้องได้รับโทษ กฎหมายจะเกี่ยวข้องกับ การดำรงชีวิตของเราตั้งแต่เกิดจนกระทั่งตาย

      3. กฎหมายก่อให้เกิดความเป็นธรรมในสังคม คนเราทุกคนย่อมต้องการความ ยุติธรรมด้วยกันทั้งสิ้น การที่จะตัดสินว่าการกระทำใดถูกต้องหรือไม่นั้น ย่อมต้องมีหลักเกณฑ์ ฉะนั้น กฎหมายจึงเป็นกฎเกณฑ์สำคัญที่เป็นหลักของความยุติธรรม

      4. กฎหมายเป็นหลักในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน การกำหนดนโยบายพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้าไปในทางใด หรือคุณภาพของพลเมืองเป็นอย่างไร จำเป็นต้องมีกฎหมายออกมาใช้บังคับ เพื่อให้ได้ผลตามเป้าหมายของการพัฒนาที่กำหนดไว้ ดังจะเห็นได้จากการที่กฎหมายได้กำหนดให้บุคคลมีสิทธิได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่น้อยกว่า 12 ปี โดยรัฐเป็นผู้จัดการศึกษาให้แก่ประชาชนอย่างทั่วถึงและมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่ายนั้น ย่อมส่งผลให้ คุณภาพด้านการศึกษาของประชาชนสูงขึ้น หรือการที่กฎหมายกำหนดให้ประชาชนทุกคนมีหน้าที่ พิทักษ์ปกป้อง และสืบสานศิลปวัฒนธรรมของชาติ ภูมิปัญญาท้องถิ่น รวมถึงการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ย่อมทำให้สังคมและสภาพความเป็นอยู่ของประชาชนมีมาตรฐานดีขึ้น

4. การแบ่งประเภทของกฎหมาย มีการแบ่งตามหลักเกณฑ์ใดบ้าง?
4.1 แบ่งโดยแหล่งกำเนิดของกฎหมาย แยกได้เป็น กฎหมายภายใน และกฎหมายภายนอก

- กฎหมายภายใน เป็นกฎหมายที่องค์กรของรัฐที่มีอำนาจในการบัญญัติกฎหมาย บัญญัติขึ้นใช้ภายในประเทศ ได้แก่ กฎหมายไทยฉบับต่างๆที่ประชาชนต้องปฏิบัติตามอยู่ในปัจจุบัน
- กฎหมายภายนอก เป็นกฎหมายที่บัญญัติขึ้นโดยองค์การระหว่างประเทศ เช่น องค์การสหประชาชาติ หรือ เกิดจากความตกลงระหว่างประเทศที่เห็นพ้องต้องกัน เช่น สนธิสัญญา หรืออนุสัญญา เป็นต้น หรือความตกลงทวิภาคีระหว่างประเทศไทยกับประเทศใดประเทศหนึ่ง เช่น ข้อตกลงเขตการค้าเสรี เป็นต้น
4.2 แบ่งโดยฐานะและความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชน แยกได้เป็น กฎหมายเ้อกชน และกฎหมายมหาชน
- กฎหมายเอกชน เป็นกฎหมายที่วางหลักเกณฑ์เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างเอกชน หรือประชาชนทั่วไปด้วยกัน เช่น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บัญญัติเกี่ยวกับการทำนิติกรรมสัญญาของบุคคล เป็นต้น
- กฎหมายมหาชน เป็นกฎหมายที่วางหลักเกณฑ์เกี่ยวกับรัฐ อำนาจหน้าที่ หรือภารกิจของรัฐและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตลอดจนความสัมพันธ์ของรัฐและประชาชน
4.3 แบ่งโดยเจตนารมณ์และเนื้อหาของกฎหมาย แยกได้เป็น หลายประเภท เช่น กฎหมายระเบียบบริหารราชการ กฎหมายการเงินการคลัง กฎหมายธุรกิจ กฎหมายการค้าระหว่างประเทศ กฎหมายสาธารณสุข กฎหมายสวัสดิการสังคม กฎหมายแรงงาน กฎหมายอุตสาหกรรม กฎหมายส่งเสริมและรักษาสิ่งแวดล้อม เป็นต้น
4.4 แบ่งโดยลักษณะการใช้กฎหมาย แยกได้เป็น กฎหมายสารบัญญัติ และกฎหมายวิธีสบัญญัติ
- กฎหมายสารบัญญัติ เป็นกฎหมายที่กำหนดสิทธิหรือหน้าที่ให้บุคคลปฏิบัติ เช่น กฎหมายคุ้มครองแรงงาน กำหนดหน้าที่ของนายจ้างในการจัดให้มีระบบความปลอดภัยในการทำงาน เป็นต้น
- กฎหมายวิธีสบัญญัติ เป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับวิธีพิจารณาคดีของศาล และขั้นตอนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเมื่อเกิดการฟ้องร้องเป็นคดีขึ้น เช่น กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เป็นต้น
4.5 การแบ่งโดยสภาพบังคับของกฎหมาย แยกได้เป็น กฎหมายแพ่ง กฎหมายอาญา กฎหมายปกครอง และกฎหมายอื่น กฎหมายบางฉบับ เช่น กฎหมายโรงงาน มีสภาพบังคับทั้งทางอาญาและทางปกครอง เป็นต้น




5.  ศักดิ์ หรือลำดับชั้นของกฎหมาย เรียงจากสูงไปหาต่ำ?
ลำดับศักดิ์ของกฎหมายในระบบกฎหมายไทย แบ่งอย่างละเอียดเป็น 7 ชั้น ได้แก่
5.1 รัฐธรรมนูญ
5.2 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ
5.3 พระราชบัญญัติ
5.4 พระราชกำหนด
5.5 พระราชกฤษฎีกา
5.6    กฎกระทรวง
5.7    ข้อบัญญัติท้องถิ่น ได้แก่ ข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร และข้อบัญญัติเมืองพัทยา

6. ที่มาของกฎหมายในระบบ Civil Law มีอะไรบ้าง?
        ซีวิลลอว์ คือ กฎหมายในระบบ "ประมวลกฎหมาย" ผู้เขียนไม่อยากให้เรียกว่า กฎหมายลายลักษณ์อักษร เพราะไม่ว่าจะเป็นกฎหมายในระบบใดก็ระบุไว้เป็นลายลักษณ์อักษรทั้งสิ้น จึงควรใช้คำให้ถูกต้องว่า "ระบบประมวลกฎหมาย"
ประเทศที่ใช้กฎหมายในระบบประมวลกฎหมายมีหลายประเทศ ยกตัวอย่างเช่น ประเทศเยอรมัน ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ประเทศญี่ปุ่น ประเทศจีน ประเทศฝรั่งเศษ อิตาลี และกลุ่มประเทศสแกนดิเนเวีย เป็นต้น

7. ที่มาของกฎหมายในระบบ Common Law มีอะไรบ้าง?
       คอมมอนลอว์ คือ กฎหมายในระบบ "จารีตประเพณี" ที่มีบัญญัติไว้เป็นลายลักษณ์อักษรเช่นกัน มิใช่ใช้กันตามความรู้สึกแต่อย่างใด แต่เป็นการนำเอาคำพิพากษาในคดีที่ศาลตัดสินแล้วมาเป็นกฎหมาย ประเทศที่ใช้กฎหมายในระบบนี้ เช่น ประเทศอังกฤษ และประเทศอเมริกา เป็นต้น


8. ระบบกฎหมายในปัจจุบันมีกี่ระบบ ระบบใดบ้าง?

           1. ระบบกฎหมายลายลักษณ์อักษร (CIVIL LAW)

           2. ระบบกฎหมายไม่เป็นลายลักษณ์อักษร (COMMON LAW) 

           3. ระบบกฎหมายประเทศสังคมนิยม (SOCIALIST LAW)

           4. ระบบกฎหมายศาสนา (RELIGON LAW)

9. ประเทศไทย เป็นประเทศที่ใช้ระบบกฎหมายใด?

ระบบกฎหมายลายลักษณ์อักษร (CIVIL LAW)

10. องค์ประกอบสำคัญของ "รัฐ" มีอะไรบ้าง?

องค์ประกอบสำคัญของรัฐ มี 4 ประการ คือ 

1. ประชากร รัฐทุกรัฐจะต้องมีประชากรจำนวนหนึ่งซึ่งเป็นกลุ่มคนที่มีจุดมุ่งหมายและมีประโยชน์ร่วมกัน จำนวนประชากรของแต่ละรัฐอาจมีมากน้อยแตกต่างกันไป ที่สำคัญคือ จะต้องมีประชากรดำรงชีพอยู่ภายในขอบเขตของรัฐนั้น

2. ดินแดน รัฐต้องมีดินแดนอันแน่นอนของรัฐนั้น กล่าวคือ มีเส้นเขตแดนเป็นที่ยอมรับของนานาประเทศทั้งโดยข้อเท็จจริงและโดยสนธิสัญญา ทั้งนี้รวมถึงพื้นดิน พื้นน้ำและพื้นอากาศ

3. อำนาจอธิปไตย อำนาจอธิปไตย คือ อำนาจรัฐ หมายถึง อำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศ ทำให้รัฐสามารถดำเนินการทั้งในส่วนที่เกี่ยวกับการปกครองภายในและภายนอก

4. รัฐบาล รัฐบาลคือ องค์กรหรือหน่วยงานที่ดำเนินงานของรัฐในการปกครองประเทศ รัฐบาลเป็นผู้ทำหน้าที่สาธารณะสนองเจตนารมย์ของสาธารณชนในรัฐ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประชาชนและป้องกันการรุกรานจากรัฐอื่น รัฐบาลเป็นองค์กรทางการเมืองที่ขาดไม่ได้ของรัฐ


วันพฤหัสบดีที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

ผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา

ผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา
การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ค.ศ. 2012 เป็นการเลือกตั้งประธานาธิบดีทุกสี่ปีครั้งที่ 57 และมีขึ้นในวันที่ 6 พฤศจิกายน ค.ศ. 2012 ประธานาธิบดีบารัก โอบามา ผู้ลงสมัครจากพรรคเดโมแครต กับรองประธานาธิบดีโจ ไบเดน คู่ลงสมัคร ได้รับเลือกตั้งให้ดำรงตำแหน่งเป็นสมัยที่สอง คู่แข่งคนสำคัญ คือ มิตต์ รอมนีย์ ผู้ลงสมัครจากพรรครีพับลิกันและอดีตผู้ว่าการรัฐแมสซาชูเซตส์ และวุฒิสมาชิกพอล ไรอัน คู่ลงสมัคร จากรัฐวิสคอนซิน
ตามที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ การเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งนี้เกิดขึ้นพร้อมกับการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาสหรัฐอเมริกาซึ่งวุฒิสมาชิกหนึ่งในสาม (33 ที่นั่ง) ต้องมีการเลือกตั้งใหม่ และการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกสองปีเพื่อเลือกตั้งสมาชิกมายังสมัยประชุมสภาคองเกรสที่ 113 นอกจากนี้ ยังมีการเลือกตั้งผู้ว่าการรัฐสิบเอ็ดรัฐและการเลือกตั้งสภานิติบัญญัติในหลายรัฐพร้อมกันด้วย
 สำนักข่าวบีบีซี รายงานเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายนว่า หลังจากนายบารัค โอบามา ชนะคะแนนเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีอย่างขาดลอยแล้ว เขาก็ได้ควงมิเชล โอบามา สุภาพสตรีหมายเลข 1 ของสหรัฐฯ พร้อมด้วยลูก ๆ ขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ที่ศูนย์บัญชาการเลือกตั้งพรรคเดโมแครต นครชิคาโก รัฐอิลลินอยส์ เพื่อขอบคุณประชาชนชาวอเมริกัน และสร้างความเชื่อมั่น พร้อมขอให้ประชาชนเดินไปข้างหน้าด้วยกัน และมีความหวังต่ออนาคต          โดยนายบารัค โอบามา ได้กล่าวว่า "ขอขอบคุณชาวอเมริกันที่ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งประธานาธิบดี และขอบคุณที่เลือกให้ผมได้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีอีกครั้ง ซึ่งนั่นแสดงถึงความไว้ใจ เชื่อมั่นของประชาชน ที่จะให้ผมได้ทำหน้าที่นี้ต่อไปอีก 4 ปีข้างหน้า รวมถึงขอบคุณมิเชล โอบามา ที่ทำให้ผมเป็นผมได้ทุกวันนี้ ขอบคุณลูกสาวทั้ง 2 คน ซึ่งจะเติบโตขึ้นมาเป็นคนที่ฉลาด และเข้มแข็งเหมือนกับแม่ของพวกเธอ และขอบคุณทุกคนที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จในครั้งนี้ และในคืนนี้ชาวอเมริกันทุกคนได้เตือนให้ผมรู้ว่าเส้นทางของอเมริกานั้นลำบากแค่นั้น แต่ในขณะที่การเดินทางของอเมริกานั้นยังอีกยาวไกล ต้องลุกขึ้นหยัดยืนอีกครั้ง และพวกเราต่างรู้อยู่เต็มหัวใจว่า เราทำเพื่ออเมริกา สิ่งที่ดีที่สุดนั้นยังไม่มาถึง"

          "ผมได้คุยกับมิตต์ รอมนีย์ แล้ว เพื่อแสดงความยินดีที่ได้พ้นผ่านการหาเสียงที่ดุเดือดมาด้วยกัน ซึ่งถึงแม้ว่าเราจะเป็นคู่แข่งในการชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีครั้งนี้ แต่นั่นเป็นเพราะเราต่างรักอเมริกา เป็นห่วงอนาคตของอเมริกาเหมือนกัน และในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า ผมกับรอมนีย์ก็จะพูดคุยกันเกี่ยวกับการพัฒนาประเทศ เพื่อที่จะจับมือกันพาอเมริกาเดินก้าวไปข้างหน้า ประชาชนชาวอเมริกันทุกคน เราเหมือนเป็นครอบครัวเดียวกัน ไม่ว่าต่อไปนี้เราจะทำอะไร จะไปที่ไหน เราจะหอบเอาความทรงจำ สิ่งที่เราเคยสร้างมันมาด้วยกันไปด้วย และคุณจะไม่ผิดหวังกับประธานาธิบดีคนนี้ ขอบคุณที่เชื่อมั่น ไม่ว่าจะต้องเจออะไร พวกคุณจะเป็นกำลังใจของผม และผมจะยินดีกับทุก ๆ อย่างที่ชาวอเมริกันได้ทำ"

          "อนาคตของอเมริกา เราอยากจะให้เด็ก ๆ ได้เติบโตขึ้นมา โดยได้รับการศึกษาในโรงเรียนที่ดีที่สุด ได้เรียนกับครูที่ดีที่สุด ในประเทศที่เป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อที่จะให้พวกเขามีงานที่ดีในอนาคต และนั่นหมายถึงการสร้างธุรกิจใหม่ ๆ ด้วย เราอยากจะทำให้ประเทศของเราปลอดภัย กองกำลังสหรัฐฯ จะต้องแข็งแกร่งที่สุด ผมอยากให้เราเดินก้าวไปด้วยกัน และผมจะเดินหน้าร่วมมือกับพรรครีพับลิกัน แก้ปัญหาต่าง ๆ ในประเทศ เพราะตอนนี้มีอะไรหลาย ๆ ที่เราต้องทำ"

          นอกจากนี้ บารัค โอบามา ยังทิ้งท้ายไว้ด้วยว่า "ชาวอเมริกันครับ ผมเชื่อว่าเราจะสามารถร่วมมือกันต่อสู้เพื่ออเมริกาด้วยกันได้ ผมเชื่อว่าเราจะรักษาสัญญาในการสร้างชาติของเราว่า หากเราจะต่อสู้ไปด้วยกันแล้ว ไม่สำคัญว่าคุณจะเป็นใคร มาจากไหน มีรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร หรือรักที่ใดก็ตาม ไม่สำคัญว่าคุณจะเป็นคนขาว ดำ เป็นคนฮีสแปนิค เอเชีย หรือคนพื้นเมืองอเมริกัน หรือจะเด็ก จะแก่ จะรวย จะจน จะครบสามสิบสอง จะพิการ หรือเบี่ยงเบนทางเพศก็ตามแต่ คุณสามารถทำทุกอย่างให้เกิดขึ้นในอเมริกาได้ ถ้าหากคุณมีความพยายาม"



ชนะแล้ว! โอบามา นั่งผู้นำสหรัฐฯ ต่อ หลังคว้าคะแนนเกินครึ่ง


          ชนะแล้ว! บารัค โอบามา นั่งผู้นำสหรัฐฯ ต่อ หลังคะแนนทิ้งห่าง รอมนีย์ 303 ต่อ 203 เสียงแล้ว

          หลังจากคนทั่วโลกรอลุ้นผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่ห้ำหั่นกันอย่างดุเดือด ล่าสุด ผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ก็ปรากฏออกมาแล้วอย่างไม่เป็นทางการว่า นายบารัค โอบามา ชนะการเลือกตั้งในครั้งนี้ และได้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีเป็นสมัยที่ 2 สร้างประวัติศาสตร์การเป็นประธานาธิบดีจากพรรคเดโมแครตที่ชนะการเลือกตั้ง 2 สมัย นับตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2

          โดยจากการรายงานผลการเลือกตั้งล่าสุด เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 7 พฤศจิกายน ตามเวลาประเทศไทย ปรากฏออกมาว่า นายบารัค โอบามา คว้าคะแนนเสียงอิเล็กทอรัล หรือคะแนนเสียงจากคณะเลือกตั้งทั่วสหรัฐฯ ไป 303 เสียง จากทั้งหมด 538 เสียง นับเป็นจำนวนเกินครึ่งแล้ว และกินขาด ขณะที่คะแนนเสียงล่าสุดของนายมิตต์ รอมนีย์ อยู่ที่ 203 เสียง ซึ่งแน่นอนว่า แม้ว่าอีกหลายรัฐที่ยังไม่ได้นับคะแนนเสียง จะเทคะแนนให้รอมนีย์ทั้งหมด รอมนีย์ก็ไม่มีทางตามบารัค โอบามาได้ทัน

  
        ทั้งนี้ สรุปผลการนับคะแนนเสียงอย่างไม่เป็นทางการ ปรากฏออกมาว่า บารัค โอบามา ชนะเลือกตั้งจากรัฐแคลิฟอร์เนีย (55 เสียง), รัฐโคโลราโด ( 9เสียง), รัฐคอนเนตทิคัต (7 เสียง), รัฐเดลาแวร์ (3 เสียง), รัฐฮาวาย (4 เสียง), รัฐอิลลินอยส์ (20 เสียง), รัฐแมสซาชูเซตส์ (11 เสียง), รัฐแมรีแลนด์ (10 เสียง), รัฐมิชิแกน (16 เสียง), รัฐมินนิโซตา (10 เสียง), รัฐเมน (4 เสียง), รัฐนิวแฮมป์เชียร์ (4 เสียง), รัฐนิวเจอร์ซีย์ (14 เสียง), รัฐนิวเม็กซิโก (5 เสียง), รัฐเนวาดา (6 เสียง) , รัฐนิวยอร์ก (29 เสียง), รัฐโอไฮโอ (18 เสียง), รัฐออริกอน (7 เสียง), รัฐเพนซิลเวเนีย (20 เสียง), รัฐโรดไอแลนด์ (4 เสียง), รัฐเวอร์มอนต์ (3 เสียง), รัฐเวอร์จิเนีย (13 เสียง), และรัฐวิสคอนซิน (10 เสียง), รัฐวอชิงตัน (12 เสียง)

          ส่วนนายมิตต์ รอมนีย์ นั้น ชนะเลือกตั้งในรัฐแอละแบมา (9 เสียง), รัฐอะแลสกา (3 เสียง), รัฐแอริโซนา (11 เสียง), รัฐอาร์คันซอ (6 เสียง), รัฐจอร์เจีย (16 เสียง), รัฐไอดาโฮ (4 เสียง), รัฐอินดีแอนา (11 เสียง), รัฐไอโอวา (6 เสียง), รัฐแคนซัส (6 เสียง), รัฐเคนทักกี (6 เสียง), รัฐลุยเซียนา (8 เสียง), รัฐมิสซูรี (10 เสียง), รัฐมิสซิสซิปปี (6 เสียง), รัฐมอนแทนา (3 เสียง), รัฐเนแบรสกา (5 เสียง), รัฐนอร์ทดาโคตา (3 เสียง), รัฐนอร์ทแคโรไลนา (15 เสียง), รัฐโอคลาโฮมา (7 เสียง), รัฐเซาท์แคโรไลนา (9 เสียง), รัฐเซาท์ดาโคตา (3 เสียง), รัฐเทนเนสซี (11 เสียง), รัฐเทกซัส (38 เสียง), รัฐยูทาห์ (6 เสียง), รัฐเวสต์เวอร์จิเนีย (5 เสียง), และ รัฐไวโอมิง (3 เสียง)

           อย่างไรก็ดี ผลสรุปคะแนนเสียงอย่างเป็นทางการนั้น คาดว่าน่าจะออกมาในวันพรุ่งนี้ (8 พฤศจิกายน)




ชาวเน็ตแห่แชร์ภาพโอบามากอดภริยาเกลื่อนเน็ต หลังคว้าชัยเลือกตั้ง

           จากชัยชนะของบารัค โอบามา นี้ ทำให้ประชาชนที่เลือกเขายินดีกันยกใหญ่ แต่งานนี้คงไม่มีใครดีอกดีใจได้เท่าเจ้าตัวแล้ว โดยหลังจากที่ผลการนับคะแนนปรากฏออกมา ทีมงานเบื้องหลังความสำเร็จของบารัค โอบามา ก็ได้เผยภาพตอนเขากอดภริยา ก่อนภาพดังกล่าวจะถูกเผยแพร่ไปทั่วโลกในเวลาอันรวดเร็ว

           โดยภาพถ่ายดังกล่าว ถูกเผยแพร่ออกมาจากทวิตเตอร์ของบารัค โอบามา เอง เป็นภาพขณะที่ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาสมัยที่ 2 กำลังกอดมิเชล โอบามา สุภาพสตรีหมายเลข 1 ของสหรัฐฯ ด้วยใบหน้าที่เปี่ยมไปด้วยความสุข พร้อมระบุชื่อภาพว่า "ดำรงตำแหน่งต่ออีก 4 ปี" ซึ่งภาพนี้ ถูกรีทวีตและเผยแพร่ต่อตามโซเชียลเน็ตเวิร์กอย่างกว้างขวาง จนกลายเป็นภาพที่มีการรีทวีตมากที่สุดเท่าที่เคยมีมาด้วย

            ทั้งนี้ สำหรับภาพถ่ายดังกล่าว ถูกรีทวีตไปแล้วมากกว่า 400,000 ครั้ง ภายในไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้น และเชื่อว่าจะถูกรีทวีตต่อไปอีกเรื่อย ๆ ขณะที่หลังจากชนะการเลือกตั้งแล้ว บารัค โอบามา ก็ได้มีการทวีตข้อความขอบคุณชาวอเมริกันทั้งหลาย ว่า "ความสำเร็จครั้งนี้เกิดขึ้นเพราะพวกคุณ ขอบคุณมากครับ" อีกด้วย



ที่ชิคาโกโอบามาเตรียมกล่าวสุนทรพจน์

            สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานหลังรู้ผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ว่า ประธานาธิบดีบารัค โอบามา กำลังเตรียมกล่าวสุนทรพจน์ที่นครชิคาโก รัฐอิลลินอยส์ของสหรัฐฯ เพื่อขอบคุณประชาชนที่ไว้วางใจ เลือกให้เขาเป็นประธานาธิบดีสมัยที่ 2 หลังจากที่ได้ทวีตขอบคุณประชาชนชาวอเมริกันไปแล้ว ขณะที่บรรยากาศของกลุ่มผู้สนับสนุนพรรคเดโมแครต ต่างเต็มเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้ม ความสุข ความดีใจ

            ส่วนทางด้านผู้แพ้การเลือกตั้งอย่างมิตต์ รอมนีย์ นั้น กลุ่มผู้สนับสนุนพรรครีพับริกันต่างโอบกอด ร่ำไห้ และกอดคอปลอบใจกันอย่างเงียบเหงา แต่อย่างไรก็ดี มิตต์ รอมนีย์ จะขึ้นกลุ่มสุนทรพจน์ยอมรับความพ่ายแพ้ รวมถึงแสดงความยินดีต่อบารัค โอบามา เช่นกัน



รอมนีย์ แถลงยอมรับพ่ายแพ้-ยินดีโอบามา

            นายมิตต์ รอมนีย์ ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ซึ่งทราบผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ ว่า ต้องพ่ายแพ้ให้กับ ประธานาธิบดี บารัค โอบามา จากเดโมแครต ไปแบบขาดลอย โดยเขาได้ออกมากล่าวกับผู้สนับสนุนในนครบอสตัน ยอมรับในความปราชัยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว รวมถึงขอบคุณผู้สนับสนุน ที่ให้กำลังใจมาโดยตลอด พร้อมกับแสดงความยินดีต่อ โอบามา ที่ได้นั่งในตำแหน่งผู้นำประเทศต่อไปอีก 4 ปี

            ในขณะที่ทางฝั่งผู้สนับสนุนของ นายโอบามา และพรรคเดโมแครต ตามเมืองต่าง ๆ ก็ได้ออกมาแสดงความยินดี ในชัยชนะครั้งนี้กันอย่างพร้อมเพรียงกัน



เกาะติดเลือกตั้งสหรัฐฯ โอบามา - รอมนีย์ คะแนนสูสี

          สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายนว่า บรรยากาศการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ เป็นไปอย่างคึกคัก และขณะนี้หลายรัฐได้ทยอยปิดหีบไปแล้ว ประชาชนกำลังรอลุ้นผลการเลือกตั้งกันอย่างใจจดใจจ่อ พอ ๆ กับสื่อมวลชนทั่วโลกที่มีการติดตามความเคลื่อนไหวของการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ อย่างไม่คลาดสายตา
          รายงานระบุว่า เมื่อเวลา 19.00 น. ของวันที่ 6 พฤศจิกายนตามเวลาท้องถิ่น หรือราว 7.00 น. ของวันนี้ตามเวลาประเทศไทย หลายรัฐในสหรัฐฯ ได้ทยอยปิดหีบเลือกตั้งไปแล้ว และกำลังรอลุ้นผลการนับคะแนนกันอยู่ ซึ่งคาดว่าจะเริ่มรู้ผลการเลือกตั้งหลายพื้นที่ในช่วงสายของวันนี้ ก่อนที่จะมีการทยอยปิดหีบเลือกตั้งไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งสิ้นสุดที่รัฐอะลาสก้า ซึ่งเป็นรัฐสุดท้ายที่จะมีการปิดหีบในเวลา 01.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น หรือราว 13.00 น. ตามเวลาประเทศไทย 

          อย่างไรก็ดี แม้ว่าผลการเลือกตั้งยังไม่ปรากฏออกมาอย่างเป็นทางการ แต่จากการสำรวจคะแนนโหวตในหลายพื้นที่ พบว่า บารัค โอบามา และมิตต์ รอมนีย์ มีคะแนนสูสีกันอยู่ ทั้งผลโหวตจากประชาชนโดยตรง และจากคณะเลือกตั้ง โดยผลโหวตจากประชาชนหรือป็อปปูลาร์โหวตนั้น ปรากฏออกมาว่า ประชาชนเทคะแนนให้กับมิตต์ รอมนีย์ มากกว่า คือ 52% ส่วนบารัค โอบามา นั้น คะแนนป็อปปูลาร์โหวตอยู่ที่ 48% ขณะที่ผลโหวตจากคณะผู้เลือกตั้งหรืออิเล็กทอรัลโหวต ซึ่งยึดเป็นหลักในการตัดสินเลือกตั้งนั้น รอมนีย์และโอบามายังคงผลัดกันนำ เรียกว่าดุเดือดน่าลุ้นสุด ๆ โดยผลการนับคะแนนล่าสุด เป็นดังนี้
           11.20 น. คะแนนนำโด่งทะลุ 270 แล้ว โอบามา 275 ส่วนรอมนีย์ยังอยู่ที่ 203 คะแนน            11.15 น. โอบามายังคงนำรอมนีย์ที่ 250 ต่อ 203 คะแนน
           11.00 น. โอบามาเริ่มทิ้งห่างรอมนีย์แล้ว ที่ 244 ต่อ 193 คะแนน            10.50 น. รอมนีย์ผลิกโผ คะแนนนำโอบามาแบบเฉียดฉิว ที่ 174 ต่อ 173 คะแนน
           10.30 น. โอบามาตีตื้นชนะรอมนีย์ที่คะแนน 173 ต่อ 163 คะแนน

           09.45 น. รอมนีย์ คะแนนทิ้งห่างโอบามาอยู่มาก ที่ 146 ต่อ 109 คะแนน

           09.00 น. รอมนีย์ มีคะแนน 73 คะแนน นำห่าง โอบามาซึ่งได้ 64 คะแนน
          

        
  ทั้งนี้ สำหรับการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ผู้ชนะจะต้องได้คะแนนเสียงอิเล็คทอรัลโหวตไม่ต่ำกว่า 270 เสียง จากทั้งหมด 538 เสียงทั่วประเทศ ไม่ใช่คะแนนเสียงป็อปปูลาร์โหวตจากประชาชน ซึ่งถ้าหากครั้งนี้ โอบามา หรือรอมนีย์ ชนะเพียงคะแนนเสียงอิเล็กทอรัลโหวต เขาก็จะได้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีแบบที่ไม่สามารถชนะป็อปปูลาร์โหวตได้นั่นเอง ส่วนคณะเลือกตั้งทั้งหมด 538 เสียงทั่วประเทศนั้น